เมืองที่ทำให้
คนเท่ากัน
เป้าหมายเดียวของปีกพัฒนาเมือง คือ เมืองที่คืนอำนาจ ทรัพยากร และการตัดสินใจกลับสู่คนในพื้นที่
แผนที่รวบรวมงานจากคลังงานของปีกที่ปักหมุดพิกัดจริง · คลิกหมุดหรือรายการเพื่อดูรายละเอียด — กรองตามประเภทงานได้ที่ชั้นข้อมูล
โหวตเห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย และแสดงความเห็นต่อแต่ละจุดยืนได้ — เสียงของคุณช่วยกำหนดน้ำหนักของข้อเสนอ
กลไกตลาดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยได้ เพราะตลาดตอบสนองต่อ demand ที่มีกำลังซื้อ ไม่ใช่ความต้องการของคนทุกระดับรายได้ รัฐต้องมีเครื่องมือกำกับราคาเช่า เพิ่ม supply ที่อยู่อาศัยราคาเข้าถึงได้ และเก็บภาษีที่ดินที่ปล่อยทิ้ง
Gentrification คือความล้มเหลวด้านนโยบาย ไม่ใช่ผลพลอยได้ที่ยอมรับได้ เมืองที่พัฒนาโดยไม่มีกลไกป้องกันการเคลื่อนย้ายชุมชนเพียงแค่โยกปัญหาไปที่อื่น ปีกสนับสนุนนโยบายที่เพิ่มคุณภาพพื้นที่ในขณะที่ปกป้องสิทธิ์ผู้อยู่อาศัยเดิม ตั้งแต่โครงการรถไฟฟ้า การฟื้นฟูย่านเก่า ไปจนถึงการพัฒนาริมน้ำ
แม่ค้า ตลาด ร้านค้าขนาดเล็ก หาบเร่แผงลอย ไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่ต้องซ่อนจากเมืองที่ "พัฒนาแล้ว" แต่เป็นระบบเศรษฐกิจที่คนรายได้น้อยพึ่งพาทั้งในฐานะผู้ค้าและผู้บริโภค นโยบายเมืองต้องออกแบบพื้นที่ให้ informal economy อยู่ร่วมได้ ไม่ใช่ผลักออกทุกครั้งที่มีการพัฒนาหรือ upgrade ย่าน
ย่านเก่า ชุมชนประวัติศาสตร์ และ sense of place สั่งสมมาจากเวลาและคนที่อยู่อาศัย ไม่สามารถสร้างใหม่ได้ การพัฒนาที่ดีไม่รื้อทิ้งอัตลักษณ์นั้น แต่ออกแบบต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ เมืองที่ไม่มี sense of place คือเมืองที่ไม่มีใครรู้สึกเป็นเจ้าของ
มาตรวัดคุณภาพเมืองคือความสามารถของคนในการเข้าถึงงาน การศึกษา ตลาด และพื้นที่สาธารณะโดยไม่ต้องพึ่งรถส่วนตัว ผังเมือง single-use บังคับให้คนต้องมีรถและกีดกันผู้ที่ไม่มีรถออกจากโอกาส ปีกสนับสนุนการใช้ที่ดินแบบผสมผสาน ความหนาแน่นในระดับที่เหมาะสม และการออกแบบย่านที่ทำให้คนสามารถใช้ชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ได้ภายในระยะเดินหรือขนส่งสาธารณะ
เมืองไทยทั้งกรุงเทพและเมืองภูมิภาคขยายออกด้านข้างอย่างไม่มีขอบเขตเพราะนโยบายที่อนุมัติการพัฒนาชานเมืองราคาถูก ขณะที่ขาดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเมือง เมืองที่ขยายออกไปเรื่อย ๆ ใช้ที่ดินและพลังงานมากกว่า สร้างต้นทุนการเดินทางสูง และทิ้งให้คนรายได้น้อยอยู่ชานเมืองโดยไม่มีบริการสาธารณะ การควบคุมการขยายตัวและเพิ่มความหนาแน่นรอบโครงสร้างขนส่งที่มีอยู่แล้วคือการบริหารทรัพยากรสาธารณะ ไม่ใช่การจำกัดสิทธิ์
การลงทุนขนส่งสาธารณะในเมืองภูมิภาคและเมืองรองไม่ใช่สวัสดิการ แต่เป็นการคืนสิทธิการเดินทางที่ถูกหักไปโดยนโยบายที่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไม่เท่ากัน ขนส่งสาธารณะต้องทำงานร่วมกับการเดิน การปั่นจักรยาน และการออกแบบพื้นที่รอบสถานี ไม่ใช่เพียงเชื่อมจุดต่อจุด
สวน ทางเท้า ลาน พื้นที่สีเขียว ริมน้ำ มีบทบาทต่อสุขภาพ ความเป็นธรรมทางสังคม และความสามารถของเมืองในการรับมือสภาพอากาศ พื้นที่เหล่านี้ต้องถูกปกป้องด้วยกฎหมายและกลไกผังเมือง ไม่ใช่แปลงสภาพเป็นเชิงพาณิชย์ได้เมื่อราคาที่ดินสูงขึ้น
พื้นที่สาธารณะในนิยามของปีกครอบคลุมทั้ง Public Space (พื้นที่เปิดทั่วไป), Community Space (พื้นที่ที่ชุมชนมีสิทธิ์เข้าใช้และดูแลร่วมกัน เช่น ลานชุมชน ตลาด ศาลาเอนกประสงค์) และ Cultural Space (พื้นที่ที่รองรับกิจกรรมทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และความทรงจำร่วมของชุมชน) เกณฑ์ร่วมกันหนึ่งข้อ คือชุมชนต้องมีสิทธิ์เข้าใช้จริง ไม่ใช่แค่ดูได้จากรั้ว
ต้นไม้ พื้นที่รับน้ำ และพื้นที่สีเขียวในเมืองไม่ใช่ decoration แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ลดน้ำท่วม บรรเทา urban heat island และรองรับสภาพอากาศสุดขีดที่รุนแรงขึ้นทุกปี การตัดต้นไม้เพื่อขยายถนน การคอนกรีตพื้นที่รับน้ำ และการขายพื้นที่สีเขียวเพื่อพัฒนาเชิงพาณิชย์ คือการทำลายระบบป้องกันภัยของเมืองด้วยมือตัวเอง
น้ำท่วมซ้ำที่เดิม ไฟไหม้ชุมชนแออัดซ้ำที่เดิม ความร้อนสะสมในย่านเดิม เพราะระบบกายภาพของเมือง — ผังเมือง คลอง ระยะทางหนีไฟ การใช้ที่ดิน — ออกแบบให้ภัยเกิดซ้ำ การรับมือภัยพิบัติเมืองต้องเริ่มที่การแก้โครงสร้างเชิงพื้นที่ ไม่ใช่แค่ระบบแจ้งเตือนหรือถุงยังชีพหลังเหตุการณ์ และต้องประเมินความเสี่ยงในระดับชุมชน ไม่ใช่ระดับจังหวัด เพราะภัยพิบัติเมืองกระทบไม่เท่ากันในแต่ละบริเวณ
ผังเมือง ที่อยู่อาศัย ขนส่งในเขต ต้องเป็นอำนาจของเทศบาลและ อบจ. ไม่ใช่กรมโยธาฯ ส่วนกลาง ท้องถิ่นรู้ปัญหาของตัวเองดีกว่าส่วนกลาง แต่การกระจายอำนาจที่ไม่มีงบประมาณพ่วงมาด้วยไม่ใช่การกระจายอำนาจ แต่คือการโอนภาระ
ที่ดินมีมูลค่าเพราะสาธารณูปโภค ระบบขนส่ง และชุมชนรอบข้าง ไม่ใช่เพราะการกระทำของเจ้าของที่ดิน การลงทุนสาธารณะในรถไฟฟ้าหรือถนนสร้าง windfall profit ให้เจ้าของที่ดินโดยอัตโนมัติ กลไก land value capture ทำให้ท้องถิ่นได้ส่วนแบ่งมูลค่านั้นกลับมาลงทุนต่อ แทนที่จะให้เอกชนเก็บทั้งหมด
ผลักดันกลไกธรรมนูญเมือง ซึ่งหมายถึงกรอบนโยบายที่ท้องถิ่นออกเองเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ คล้ายกับ City Charter ในสหรัฐฯ หรือ Neighbourhood Plan ในอังกฤษ ปัจจุบันไทยยังไม่มีกลไกนี้ในระดับเมือง — เทศบาลและ อบจ. ต้องรับผังเมืองและข้อกำหนดการใช้ที่ดินจากส่วนกลางโดยแทบไม่มีอำนาจกำหนดทิศทางของตัวเอง ธรรมนูญเมืองจะเปิดให้ท้องถิ่นตั้งเป้าหมาย กำหนดลำดับความสำคัญ และออกข้อกำหนดที่สอดคล้องกับบริบทของตัวเอง ภายในกรอบที่กฎหมายแห่งชาติกำหนด
ข้อมูลผังเมือง การใช้ที่ดิน ราคาที่ดิน งบประมาณท้องถิ่น และการจัดซื้อจัดจ้าง ต้องเป็น open data by default เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบ มีส่วนร่วม และถ่วงดุลกระบวนการพัฒนาได้
รัฐ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานราชการถือครองที่ดินและอาคารจำนวนมหาศาลที่ใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพหรือทิ้งร้าง ขณะที่ชุมชนขาดพื้นที่สาธารณะ ขาดที่อยู่อาศัยราคาเข้าถึงได้ ขาดพื้นที่เศรษฐกิจขนาดเล็ก สินทรัพย์สาธารณะที่ไม่ทำงานคือทรัพยากรที่ถูกล็อก ปีกผลักดันให้มี inventory สาธารณะของสินทรัพย์รัฐทั้งหมด เปิดกลไกให้ท้องถิ่นและชุมชนเสนอ adaptive reuse ได้ตามกระบวนการที่โปร่งใส แทนการปล่อยให้สินทรัพย์ถูกขายหรือให้เช่าระยะยาวกับเอกชนรายใหญ่โดยไม่มีการแข่งขัน